วิธีรักษารอยดำและรอยแดงจากสิว

วิธีรักษารอยสิว: 3 วิธีรักษารอยดำรอยแดงจากสิว ที่ได้ผลดีที่สุด

เคยสงสัยกันหรือไม่ ว่าทำไมรอยสิว (Acne Scar) ที่เกิดจากสิวเหมือนกัน ถึงมีสีที่แตกต่างกัน บางจุดเกิดรอยที่ขึ้นเป็นสีดำ และบางจุดอาจเกิดรอยที่ขึ้นเป็นสีแดง ซึ่งรอยดำและรอยแดงเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้

รอยดำ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation: PIH) คือ รอยจุดสีน้ำตาลถึงสีดำ พบในผู้ที่มีสีผิวค่อนไปทางเข้มเพราะผิวมีการผลิตเม็ดสีมากกว่าผู้ที่มีผิวขาว มีสาเหตุมาจากการอักเสบที่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นสิว โดยที่ร่างกายจะมีการหลั่งสารอักเสบออกมาที่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีการผลิตเม็ดสีเมลานินเป็นจำนวนมากในบริเวณที่เกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดเป็นรอยดำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ นอกจากนั้นพฤติกรรมการแกะสิว บีบสิว ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยดำ และยังมีแสงแดดที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้รอยดำจากสิวมีสีเข้มขึ้น

รอยแดง (Post-Inflammatory Erythema: PIE) คือ รอยจุดสีชมพูถึงแดง พบในผู้ที่มีผิวค่อนข้างขาวหรือผู้ที่มีผิวบาง เกิดขึ้นในขณะที่เป็นสิวหรือหลังจากที่รักษาสิวหายแล้ว และพฤติกรรมการบีบ แคะ แกะสิวจนเกิดอาการบวมช้ำ อักเสบ และมีรอยแดงเกิดขึ้น เกิดจากกลไกภายในร่างกายเริ่มฟื้นฟูตัวเอง โดยการลำเลียงเลือดไปยังบริเวณที่ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์เนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้หลอดเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนังบริเวณที่เกิดกระบวนการฟื้นฟูขยายตัว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดง ชมพู หรือสีม่วง 

วิธีรักษารอยดำ และรอยแดงจากสิว

รอยดำและรอยแดงจากสิวที่มีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกันนั้น ทำให้มีวิธีการดูแลรักษาที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความเข้มของรอยสิวที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล การรักษาที่ดีและปลอดภัยควรอยู่ภายใต้การดูแลและการแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โดยการรักษารอยดำ-รอยแดงจากสิว มีวิธีรักษาดังนี้

1. การทายา

การรักษารอยดำและรอยแดงโดยใช้ยาทา มักใช้ยาทาที่ไปออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์ที่สร้างเม็ดสี เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของสารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) อาร์บูติน (Arbutin) หรือกรดโคจิก (Kojic acid) และยาทาที่ออกฤทธิ์ในการเร่งการผลัดตัวของเซลล์ผิว เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของกรดอัลฟ่าไฮดรอกซี (Alpha hydroxyl acids หรือ AHA) อ่อน ๆ หรือกรดวิตามินเอและกรดวิตามินซี เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ยาทาเพื่อรักษารอย ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือตามฉลากที่ระบุไว้บนกล่อง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง นอกจากนี้ การทาครีมกันแดดก็สามารถช่วยให้รอยดำจากสิวจางลงได้เช่นกัน

2. การทำทรีทเม้นท์ผิวหน้า

การทำทรีทเม้นท์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องรอยสิว โดยการทำทรีทเม้นท์หน้าที่ช่วยในการรักษารอยสิวที่นิยม ได้แก่ การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (AHA Treatment) คือ การใช้กรด AHA เข้ามาช่วยเป็นตัวกระตุ้นในการผลัดเซลล์ผิว เพื่อให้เซลล์ผิวชั้นในสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ทำให้จุดด่างดำหรือรอยสิวต่าง ๆ ดูจางลง

3. การทำเลเซอร์

การเลเซอร์ คือการแก้ปัญหารอยสิวด้วยการใช้พลังงานแสงที่มีความเข้มข้นสูงและใช้ช่วงความถี่ที่เหมาะสมในการรักษา โดยใช้วิธีการยิงลำแสงเลเซอร์ลงไปบนผิวหนังในบริเวณที่ต้องการรักษารอยสิว เพื่อกำจัดผิวหนังชั้นนอกที่มีรอยดำหรือรอยแดงให้จางลง โดยที่แสงเลเซอร์จะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเก่า และกระตุ้นแผลก้นหลุมสิวที่ลึกให้ตื้นขึ้น ในกรณีรักษาหลุมสิว เลเซอร์รอยสิวที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน แบ่งออกได้ 3 รูปแบบดังนี้

  • เลเซอร์ผลัดเซลล์ผิว (Ablative Laser resurfacing) คือ เลเซอร์ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ หรืออาจใช้การเลเซอร์ด้วยลำแสงที่มีความเข้มข้นสูง (YAG laser) เพื่อขจัดเซลล์ผิวชั้นบน เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยสิวที่ฝังลึก
  • เลเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวลอก (Non-Ablative Laser Resurfacing) คือ เลเซอร์ด้วยแสงอินฟาเรดที่เจาะลงไปในชั้นผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนรอยสิวที่หายไป
  • เลเซอร์ที่ทำให้ผิวลอกเฉพาะส่วน (Fractionated Laser Resurfacing) คือ เลเซอร์แบบลอกผิวทีละส่วน เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อใต้ผิวบริเวณอื่น ๆ ถูกรบกวน โดยวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และขจัดเซลล์ผิวชั้นบนสุดของผิวหนัง เพื่อให้รอยสิวดูจางลง โดยการรักษารอยสิวด้วยการเลเซอร์สามารถทำให้เกิดรอยแดงหลังจากการรักษาได้ แต่รอยแดงที่เกิดขึ้นนั้นจะค่อย ๆจางหายไปเอง ภายใน 3-4 ชั่วโมงซึ่งไม่ควรทำเลเซอร์ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเพราะอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวบาง ผิวแพ้ง่าย และผิวไวต่อแสง ควรใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นผิวประมาณ 1 – 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย และหลังจากการรักษาควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องทำกลางแจ้งและทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด

อย่างไรก็ตามการรักษารอยดำและรอยแดงจากสิวควรทำควบคู่กับการรักษาสิว เพราะตราบใดที่สิวยังไม่หาย และยังมีสิวใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจมีรอยสิวเกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน